U Zips : ปาย...ตายเอาดาบหน้า (1)

 ปาย เมืองเล็กๆ ที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขา และห่อหุ้มด้วยมิตรภาพ ท่ามกลางนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตา ผู้คนที่มีแต่รอยยิ้มเปื้อนหน้า และทักทายด้วยสีหน้าที่แจ่มใส พลอยสร้างบรรยากาศการมาถึงให้อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก แต่ก่อนจะมาถึงบนปาย ดินแดนแห่งสายหมอกได้นี่สิ...

 เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ กับเพื่อนคู่ใจอีก 2 สหาย เมื่อเย็นวันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 จุดรวมพลก็คือที่หมอชิต (ตามประสาคนงบน้อย) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางอยู่ที่ 500-700 บาท การเดินทางใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง กว่าจะเดินทางมาถึงที่เชียงใหม่ได้ก็เล่นเอาก้นกบฝืดไปเลยทีเดียว หลังจากนั้นเราจะต้องนั่งรถต่อเข้าอำเภอปายอีก ถึงแม้ตัวอำเภอจะอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่คนก็ไม่นิยมเดินทางจากแม่ฮ่องสอนไปปาย เนื่องจากว่าการเดินทางที่ยากลำบาก และอันตรายมากกว่า

 รถที่จะเข้าสู่อำเภอปายก็มีอยู่ 2 แบบ คือรถตู้ (ราคาหัวละ 150 บาท) และรถหวานเย็น ที่มีลักษณะเหมือนรถประจำทางในกรุงเทพแบบไม่มีแอร์ ออกแนวโป๊ะฉึ่ง โจ๊ะๆ ตามประสาคนชอบมันส์ (ราคาหัวละ 60) ใช้เวลา 3 ชม. กับ 4 ชม. แต่ตามสไตล์คนกรุงอย่างเราต้องเลือกไปหวานเย็นอยู่แล้ว นานๆ จะได้รับบรรยากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอดทั้งที จะมัวแต่อุดอู้อยู่ในรถตู้ที่ได้กลิ่นแต่เท้าคนนั่งได้ไง ว่าแล้วก็คว้ากระเป๋าจองตั๋วขึ้นไปสุดสวิงบนรถหวานเย็น (เจี๊ยบ) เพราะอากาศช่วงนั้นมันหนาวเสียจริงๆ แต่ถ้าใครรักสบายกลัวเป็นหวัดจากน้ำค้างที่จะหยดกลางกะหม่อมก็เลือกนั่งรถตู้ได้ แต่ขอแนะสักนิด แม้การนั่งรถตู้จะไม่เฉียดการเป็นหวัด แต่ก็ควรจะหิ้วถุงเปล่าไว้ข้างกายให้เป็นเสมือนอาวุธประจำตัว เพราะรถยิ่งเล็กเวลาเข้าทางโค้งจะยิ่งเหวี่ยง และเมื่อยิ่งเหวี่ยงสารอาหารที่สะสมในร่างกายก็จะยิ่งคลุกเคล้า พร้อมดันทุรันพุงออกมาที่คอหอยได้ทุกเมื่อ

 ความสนุกของการเดินทางไปปายคือจำนวนโค้งที่เราต้องฝ่าด่านไปให้ได้ งานนี้ใครไม่อ้วกก็ต้องยกย่องกันล่ะ ว่าขมิบไส้ได้แนบเนียนสุดๆ เพราะจากเชียงใหม่ไปปายต้องฝ่าด่านกว่า 1,092 โค้ง แต่สิ่งที่น่าสะพรึงไปยิ่งกว่านั้น เพราะระหว่างการเดินทางของเรา เจ้าประตูฝั่งคนขับทำเสียววาบ แค่แหกโค้งแรงไปหน่อยประตูก็เปิดผึ่บ หัวใจผู้โดยสารก็ตกฉึ่บ หน้าถอดสีไปเลยทีเดียว

 ระหว่างทางที่จะถึงอำเภอปาย เราจะได้เห็นชีวิตผู้คนยามเช้าบนถนนที่ทอดยาวแต่คดเคี้ยว นักเรียนปั่นจักรยานไปเรียน ชาวบ้านแยกย้ายกันทำมาหากิน บ้างก็เดินไปดูพืชไร่ที่ตัวเองปลูก วิถีชีวิตที่เรียบง่าย แต่กลับดูมีเสน่ห์กับคนกรุงอย่างเราๆ แบบบอกไม่ถูก บางที...การได้ใช้ชีวิตที่มันเรื่อยเปื่อยล่องลอยไปตามสภาพที่ไม่กดดันจากคนรอบข้าง แทนที่จะเร่งรีบแก่งแย่งกันในแบบฉบับสังคมสัตว์โลกเมืองกรุง ก็คงจะทำให้ชีวิตน่าอยู่ และสวยงามมากยิ่งขึ้น แต่จะทำอย่างไรในเมื่อชีวิตก็ดำเนินไปตามวิถีของแรงเหวี่ยง ก็ถือเสียว่าการเดินทางครั้งนี้เรามาล่องลอยด้วยกันก็แล้วกัน ถึงแม้จะเป็นเวลาสั้น แต่คงให้ค่าอะไรกับเรามากมาย

 4 ชั่วโมงผ่านไป เราก็เดินทางมาถึงปาย ดินแดนแห่งไมตรีจิต ความรู้สึกวูบแรกที่เท้าสัมผัสในดินแดนที่เรียกว่าปาย มันก็ดีดพุ่งปี๊ดอยากจะเดิน เดิน และก็เดินให้ทั่วปาย แต่ปัญหาก็คือพวกเรายังไม่มีที่พักกันเลย เล่นมากันแบบไม่เตรียมตัว เนื่องจากพวกเรามีภาระหน้าที่ที่กรุงเทพฯ มากมาย จนละเลยที่จะหาข้อมูลการเดินทางให้มีความพร้อมมากกว่านี้ แต่ก็คิดเสียแต่ว่า เอาว่ะ...ชีวิต คือ การเดินทาง และในความไม่พร้อมของพวกเรา มันก็จะนำบทเรียนที่เป็นสิ่งดีๆ อะไรสักอย่างมาให้ลิ้มลองแน่ๆ อย่างน้อยเราก็เชื่อว่า การที่เราไม่รู้อะไรบ้าง มันก็เพิ่มความท้าทายให้กับชีวิต การเดินทางในครั้งนี้ เราเลยตั้งชื่อทริปว่า “ปาย...ตายเอาดาบหน้า” และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

ปาย...ตายเอาดาบหน้า (2)

วันแรกของการมาถึง “ปาย” ต้องขอบอกว่าพวกเราเคว้งกันพอตัว เพราะอย่างที่บอกเรามากันโดยไม่ได้ตระเตรียมอะไรไว้เลย นอกจากเสื้อผ้าที่มีอยู่ในกระเป๋าเดินทาง กล้องถ่ายภาพ และเงินอีกหยิบมือ การผจญภัยบนปายจึงกำลังจะเริ่ม ณ บัดนี้

เรากึ่งเดินตระเวนหาที่พัก กึ่งเดินเล่น และถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ที่ต้องบอกว่าเรื่อยๆ เพราะเรื่อยๆ จริงๆ ที่พักแต่ละที่เต็มกันหมด แต่เราก็ไม่วายเที่ยวเล่นตามประสาคนไม่กลัวตาย ยังคงเดินชิว “ปาย...ตายเอาดาบหน้า” อยู่นั่นแหล่ะ ที่พักแต่ละที่ของที่นี่ราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิด ถึงแม้คนจะเริ่มนิยมมาเที่ยวกันมากแล้วก็ตาม ราคาอยู่ที่ 300-500 บาทเท่านั้น แต่ถ้าใครอยากพักแบบหรูหน่อยมีสปา นวดหน้า พร้อมอาหารเช้า ก็มีตั้งแต่ราคา 700-2,500 บาท

ระหว่างที่เราเดินหาที่พักก็เหมือนเราจะเก็บเกี่ยวเพื่อนร่วมเดินทางได้อีกหลายคน หลายคนยิ้มทักทายให้กับเรา แล้วก็ถามถึงเรื่องที่พัก เพราะช่วงที่เราไปมีงานเทศกาลดนตรีเร็กเก้สกาด้วย นักท่องเที่ยวจึงมีมากกว่าทุกครั้ง แน่นอนที่พักเลยเป็นสิ่งล้ำค่าที่ทุกคนต้องรีบจับจอง หลายคนก็เข้ามาทักทายพูดคุยถึงจุดประสงค์ที่มาในครั้งนี้ มันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นทีเดียว แม้จะเป็นเพียงคำทักทายสั้นๆ รอยยิ้มเพียงชั่ววูบเดียว แต่ทุกอย่างมันช่างดูจริงใจไปหมด มาสะดุดก็เพียงคนกลุ่มหนึ่งที่ทำเอาบรรยากาศเสียรสชาติไปนิด ถ้าจะให้บรรยายถึงคนกลุ่มนี้ล่ะก็...หน้าหื่น ปากเสียสุดๆ เราเป็นเพียงผู้หญิงสามคน พอเห็นอย่างนี้ก็คงต้องระวังตัวแจ ว่าอย่ามัวเคลิ้มแต่ความงดงามเพียงอย่างเดียว ภัยอันตรายที่เราคาดไม่ถึงมันก็มีอยู่รอบตัว ดีที่พวกเราไม่มีใครสวยสักคน (ฮา)

สุดท้ายพวกเราก็ได้ที่พักสุดหรู (ในความคิด) จัดแจงวางกระเป๋าเข้าที่เข้าทาง แล้วก็ลุย! กันแบบไม่มีเหนื่อย เราเริ่มจากการเดินดูสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในปาย ที่นั่นมีทั้งให้เช่ารถมอเตอร์ไซต์ และรถจักรยาน แบบรายวัน ซึ่ง 2 สิ่งนี้เป็นที่นิยมมากสำหรับนักท่องเที่ยว แถมราคาก็ไม่ได้แพงแบบหูฉีก แต่กว่าเราจะมาถึงก็บ่ายๆ เสียแล้ว ก็เลยเลือกที่จะเดินดูรอบๆ ดีกว่า จะได้ลิ้มรสบรรยากาศได้แบบเต็มอิ่ม อยู่เมืองกรุงทำทุกอย่างก็รีบมาตลอดอยู่แล้ว มานี่จะให้มารีบเร่งอีกก็คงจะไม่ไหว

ที่แรกที่พวกเราไปก็คือ “ร้านโปสการ์ด” ที่นั่นมีอยู่หลายร้านทีเดียว เขาว่ากันว่าใครมาปายแล้วไม่ได้เขียนโปสการ์ดกลับบ้านเกิดถือว่ามาไม่ถึง และจากการที่เรานั่งประดิษฐ์คำในการเขียนอยู่นาน ท้องของเราก็เริ่มจะคำราม หลังจากเขียนเสร็จพวกเราจึงไปฝากท้องมื้อแรกในอำเภอปายที่ร้านขนมจีน ที่มีฝีมือจัดจ้านเข้าขั้นอร่อยเหาะ! การันตีมาแล้วจากคนทั่วปาย รวมไปถึงพวกเราด้วยอีก 3 เสียง ส่วนสถานที่ตั้งของร้านอยู่ไหน...ก็อยู่ในปายนั่นแหล่ะ (ถ้าบอกความสนุกในการผจญภัยก็หดหายซิ) หาไม่ยากหรอก

และแล้วเพียงไม่นาน...ค่ำคืนแห่งรัตติกาลก็มาเยือน ความหรรษาทวีคูณมันเกิดจากตรงนี้แหล่ะ เมื่อความมืดมิดครอบงำ เผ่าพันธุ์ขี้เหล้า และผีเสื้อราตรีก็บังเกิด แต่ก่อนจะไปมัวเมาในความมึนเมาของพิษสุรา ที่มีถนนคนเดิน ที่ขายสินค้าส่วนใหญ่ออกแนวเหนือๆ และเน้นงานแฮนด์เมก อย่างพวกรูปถ่าย โปสการ์ด งานศิลปะ เสื้อผ้าเพ้นท์เอง  สร้อยข้อมือ กระเป๋า และก็พวกซีดีเพลงที่ดูจะเน้นไปทางแนวเร็กเก้เสียส่วนใหญ่ นอกจากนั้นถนนคนเดินที่นี่ยังมีการจัดกิจกรรมทางดนตรีอยู่เป็นประจำ วันที่เราไปก็เช่นกัน ทำให้รู้สึกเหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในดินแดนแห่งศิลปะ และดนตรี ดูเป็นนักกวีพเนจรที่รักอิสระจริงๆ

ปาย...ตายเอาดาบหน้า (3)

คนแปลกหน้าผ่านมาทักทาย
“แฮปปี้เบิร์ดเดย์” คำทักทายยามเช้าจากคนแปลกหน้าที่พูดคำนี้ไม่ยอมหยุด แต่ฟังแล้วก็ไม่ยักจะเบื่อ ก็เพราะน้ำเสียงของคนพูดฟังดูแล้วให้ความรู้สึกเป็นมิตรเสียมากกว่า ที่สำคัญก็ดูเหมือนจะจริงใจมากกว่าที่ได้ยินใครบางคนมาพูดใส่หน้าเราว่าคิดถึงจัง แต่ความรู้สึกกลับสัมผัสไม่ได้ถึงคำว่าคิดถึงที่เขามอบให้มาจริงๆ เลยสักกะนิด ส่วนสาเหตุที่ชายคนนี้พูดคำนี้ทักทายแก่นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปผ่านมาก็เพราะเขาเชื่อว่า...คนเราทุกคนมีวันเกิด และการได้ตื่นขึ้นมาอย่างทุกวันก็เป็นเหมือนเราได้เกิดใหม่ทุกครั้งที่ลืมตา เพราะอย่างนั้นทุกวันจึงเป็นเหมือนวันเกิดของเรา นั่นคือคำพูดจากชายแปลกหน้าในเวลานั้น
ท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นสบาย วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ก็ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ภาพในตาขณะนี้ดูจะไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยสำหรับพวกเรา นานเท่าไหร่แล้วนะที่เราไม่ได้หันมาใส่ใจสิ่งรอบข้างอย่างจริงจัง เพียงได้แต่มองมันผ่านไป เหมือนรถแข่งที่มุ่งหาแต่เส้นชัย ขับเร็วเสียจนไม่ได้มองกองเชียร์ที่อยู่ข้างทาง ทั้งๆ ที่เขาเหล่านั้นสำคัญ และเป็นแรงผลักดันให้เราถึงจุดหมาย กี่วัน กี่เดือน กี่ปีแล้วนะที่เราไม่ได้เดินเรื่อยเปื่อยทอดน่องแบบนี้ ครั้งสุดท้ายคงเป็นตอนที่แม่จูงมือไปจ่ายตลาดก่อนจะให้กลับมาดูไอ้มดแดงแปลงร่างในจอทีวี เรากำลังวิ่งทุ่มกับอะไรมากเกินไปหรือเปล่า
 

ระหว่างที่เดินเคลิ้มกับบรรยากาศที่แปลกตา เจ้าป้ายชื่อ “ข้าวหย่ากู้” ก็มาเตะตาเข้าอย่างจัง พร้อมกับเสียงแม่ค้าตะโกนบอก “ข้าวหย่ากู้หากินที่ไหนไม่ได้นะค่ะ” เราก็เลยต้องลองของสักหน่อย เมื่อลิ้มรสไปแล้วมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับข้าวเหนียวแดงแบบบ้านเราเท่าไหร่นัก มีก็เพียงแต่อาหารชิ้นนี้มันมีส่วนผสมของถั่ว รสชาติที่ได้ก็เลยออกแนวมันๆ เคี้ยวเพลิน หลังจากนั้นไม่นานพวกเรา 3 คนก็ตัดสินใจตักบาตรทำบุญร่วมชาติกัน ถึงแม้ว่าสีหน้าของทั้ง 3 คนจะบ่งบอกว่ากระอักกระอ่วนเหลือเกิน แต่เอาเถิดหลวมตัวร่วมทริปมาเสียขนาดนี้แล้ว จะไปเที่ยวกันชาติหน้าอีกก็คงจะไม่เป็นไร ว่าแล้วก็เดินหาซื้อของที่จะตักบาตร โอ้เอ้อยู่นานกว่าจะได้ลงตัว จนยังอดเสียวไม่ได้ว่าจะตักบาตรไม่ทัน


และแล้ว...เมื่อพระต้องฉันฉันใด พวกข้าพเจ้าก็ต้องทานฉันนั้น มื้อเช้าก็เลยลงมติกันที่โจ๊กหมูแสนอร่อย ท่ามกลางวงดนตรีหนุ่ม (แก่) เพื่อชีวิต ที่เล่นทั้งเพลงไทย และเพลงสากล


“แฮปปี้เบิร์ดเดย์” เสียงชายแปลกหน้าคนเดิมพูดอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มที่เป็นมิตร คำทักทายเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดบทสนทนาอีกมากมายตามมายาวเหยียด ระหว่างที่เราพูดคุยกันทำให้รู้ว่าชายแปลกหน้าคนนั้น คือ ภูฉาย ณ พัทลุง นักดนตรีเปิดหมวก ที่ลองใครได้มีโอกาสไปทำความรู้จักแล้วจะอิจฉากับชีวิตคนๆ นี้ไม่น้อย สิ่งที่ใครหลายๆ คนไขว่คว้า และใครๆ หลายคนแทบจะไม่เคยได้ลิ้มลอง “ความอิสระ” ชายแปลกหน้าคนนี้ใช้ชีวิตคุ้นเคยกับมันดี มีดนตรีเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตวิญญาณ มักจะเล่นดนตรีเปิดหมวกอยู่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และเหลือเชื่อว่าเมื่อโพสต์ชื่อของเขาลงไปในอินเทอร์เนตจะพบกระทู้ต่างๆ มากมายไม่ต่างกับดารา หลายคนว่าเขาลึกลับ บางคนก็เพ้อไปถึงว่าเขาเป็นสายลับ บางเสียงมีการต่อแย้งอย่างร้ายกาจว่าเขาเป็นเพียงนักดนตรีข้างถนนเพียงคนหนึ่งที่ไม่น่ายกย่อง แต่พวกเขาที่มาตัดสินได้เข้าไปสัมผัสตัวตนของภูฉายจริงๆ หรือเปล่า เรื่องราวชีวิตของเขาจะเป็นเช่นใด เราเองก็ไม่สามารถยืนยันได้แน่นอน และต่อจะให้เขาจะมีเป็นคนดีหรือเลวอย่างไรก็ตามการที่เราได้ไปพูดคุยกับเขาที่เป็นเพียงคนแปลกหน้าในวันนั้น เราได้รับรู้ถึงความสุขที่เขาหยิบยื่นให้ และได้สัมผัสถึงคำว่ามิตรภาพอย่างแท้จริง
เราเองก็ต่างเป็นนักเดินทางไม่ต่างกัน และเป็นคนแปลกหน้าที่ขี้โม้เหมือนกัน การเดินทางครั้งหน้าถ้าได้เจอกัน “ภูฉาย ณ พัทลุง” ก็คงจะไม่ใช่คนแปลกหน้าอีกต่อไป